หลักการและเหตุผล
ภายใต้บริบทของประเทศไทย ในปี 2561 มีเด็กไทยเป็นสมาธิสั้นกว่า 1 ล้านคน และกว่า 50 % ของเด็กสมาธิสั้น มีปัญหาสุขภาพจิต หากปล่อยไว้จะทำให้เกิดการต่อต้านสังคม เกเร ใช้ความรุนแรง เสี่ยงติดยาเสพติด และเกิดภาวะอาการซึมเศร้า เทศบาลนครขอนแก่น มีสถานศึกษา 11 โรงเรียน และ 11 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จากการคัดกรองเด็ก 9,206 คน พบว่ามีเด็กกลุ่มเสี่ยง จำนวน 535 คน (5.81%) แยกเป็นสมาธิสั้น 205 คน (38.32 %), พฤติกรรมด้านอารมณ์ 62 คน (11.59 %), พฤติกรรมเกเร 58 คน (10.84 %), พฤติกรรมไม่อยู่นิ่ง 88 คน (16.45 %) และสัมพันธภาพกับเพื่อนหรือเข้ากับเพื่อนไม่ได้ 122 คน (22.80 %) ได้มีการแก้ไขปัญหาโดย ได้รับการรักษาจากแพทย์ (กินยา) ร่วมกับการปรับพฤติกรรมโดยคำแนะนำของแพทย์ ผู้ปกครองช่วยปรับพฤติกรรมเมื่ออยู่บ้าน ครูและเพื่อนร่วมชั้นเรียนช่วยปรับพฤติกรรมเมื่ออยู่ที่โรงเรียน ทำให้เด็กมีอาการและพฤติกรรมดีขึ้น เรียนร่วมกับเพื่อนได้ 487 คน สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ไม่เป็นภาระต่อสังคมไทยในอนาคต
วัตถุประสงค์
คัดกรองเด็กทุกคนในโรงเรียนสังกัด เพื่อค้นหาเด็กกลุ่มเสี่ยง ป้องกันเด็กกลุ่มเสี่ยงที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษา ให้ได้รับการดูแลช่วยเหลืออย่างทั่วถึง และตรงตามสภาพปัญหารายบุคคล ให้การช่วยเหลือเด็กกลุ่มเสี่ยง โดยการดูแล รักษา ปรับพฤติกรรม ให้ได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพ มีสุขภาพจิตที่ดี มีทักษะการดำรงชีวิต และรอดพ้นจากวิกฤติทั้งปวง สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ไม่เป็นภาระสังคม
กลุ่มเป้าหมาย
- กลุ่มเป้าหมาย คือ เด็กกลุ่มเสี่ยงที่จะหลุดจากระบบการศึกษา โดยคัดกรองนักเรียนทั้งหมด 9,206 คน พบว่า ต้องรักษาและปรับพฤติกรรม 535 คน คิดเป็น 5.81 % แยกกลุ่มเป็น
- 1. สมาธิสั้น 205 คน ได้รับการปรับพฤติกรรมร่วมกับการรักษา (กินยา) มีพฤติกรรมดีขึ้น เรียนร่วมกับเพื่อนได้ 184 คน (89.76 %)
- 2. พฤติกรรมด้านอารมณ์ 62 คน ได้รับการรักษา (กินยา) และปรับพฤติกรรม ไม่ก้าวร้าว ไม่ใช้อารมณ์ขณะอยู่ร่วมกับเพื่อน 58 คน (93.55 %)
- 3. พฤติกรรมเกเร 58 คน ได้รับการปรับพฤติกรรม มีพฤติกรรมดีขึ้น ไม่เกเร อยู่ร่วมกับเพื่อนและเรียนหนังสือได้ดีขึ้น 52 คน (89.65 %)
- 4.พฤติกรรมไม่อยู่นิ่ง 88 คน ครูและพ่อแม่ ปรับพฤติกรรมตามคำแนะนำแพทย์ มีอาการนิ่งมากขึ้น เรียนหนังสือและอยู่ร่วมกับเพื่อนได้ 75 คน (85.22 %)
- 5.สัมพันธภาพกับเพื่อนหรือเข้ากับเพื่อนไม่ได้ 122 คน ได้รับการปรับพฤติกรรม โดยครู เพื่อนและพ่อแม่ มีสัมพันธภาพกับเพื่อนมากขึ้น อยู่ร่วมกับเพื่อนได้ 118 คน (96.72 %)
- นวัตกรรมช่วยปรับปรุงผลสัมฤทธิ์ ให้กลุ่มเสี่ยงทั้ง 5 กลุ่ม มีพัฒนาการดีขึ้น ไม่หลุดออกจากระบบการศึกษา 487 คน คิดเป็น 91.03%
วิธีการ/ขั้นตอนการดำเนินการ
- ประชุมวางแผนการทำงานคณะกรรมการดำเนินงานโครงการพัฒนาระบบการดูแลเด็กที่มีปัญหา การเรียนโดยครู–หมอ – พ่อแม่ของโรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครขอนแก่น ประจำปีการศึกษา 2567 เพื่อกำหนดการจัดโครงการแนวทางการดำเนินงาน
- เขียนโครงการฯ เพื่อเสนออนุมัติ
- ประชุมมอบหมายงานตามภารกิจ/หน้าที่กำหนด
- ดำเนินการตามห้วงเวลาที่กำหนด
- ประเมินผลและสรุปผลการดำเนินงาน
ผลที่คาดว่าจะได้รับ
- เด็กวัยเรียนของโรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครขอนแก่นที่มีปัญหาการเรียน ได้รับบริการส่งเสริมทักษะชีวิต ป้องกัน รักษาและฟื้นฟู ปัญหาสุขภาพจิตอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ
- เกิดระบบการคัดกรอง ส่งเสริม ป้องกัน และส่งต่อ เด็กวัยเรียนที่มีปัญหาการเรียนอย่างยั่งยืน
- ครู และผู้ปกครองมีความรู้ความเข้าใจในปัญหาการเรียน ปัญหาสุขภาพจิต และมีทักษะ สามารถจัดการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นของเด็กนักเรียนได้
- เกิดเครือข่ายครู และผู้ปกครอง ที่ทำงานร่วมกันอย่างเข้มแข็ง
ขั้นตอนกระบวนการดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างเป็นระบบ
- กระบวนการคัดกรอง
- 1. ศึกษา วิเคราะห์ ออกแบบเครื่องมือคัดกรองนักเรียน โดยเทศบาล ครู แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และโปรแกรมเมอร์ ร่วมกันออกแบบ (มีนาคม-เมษายน 2566)
- 2. เทศบาลนครขอนแก่นและโรงเรียน ประชุมผู้ปกครองชี้แจงการคัดกรองนักเรียนทุกคน ในวันประชุมผู้ปกครองของทุกโรงเรียนก่อนเปิดภาคเรียน (1-15 พฤษภาคม 2566)
- 3. ทีมแพทย์จากโรงพยาบาลขอนแก่นและสถาบันสุขภาพจิตฯ ร่วมเป็นวิทยากรอบรมให้ความรู้ครูเรื่องการดูแล สังเกตปรับพฤติกรรม และการคัดกรองเด็ก (เดือนมิถุนายน 2566)
- 4. ครูคัดกรองนักเรียนทุกคน (1-10 พฤศจิกายน 2566)
- 5. แพทย์ลงพื้นที่โรงเรียนในสังกัดฯ โดยสถานพยาบาลในเขตพื้นที่ตามข้อตกลง MOU ร่วมกับเทศบาล ในการดูแลช่วยเหลือเด็กกลุ่มเสี่ยง มีการประชุมผู้ปกครองเพื่อทำความเข้าใจในการวินิจฉัยอาการและคัดกรองซ้ำโดยครูประจำชั้นและผู้ปกครองให้ข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อแบ่งกลุ่มดูแลช่วยเหลือ คือ กลุ่มที่ต้องดูแลรักษา (กินยา) และกลุ่มที่ต้องปรับพฤติกรรม (ธันวาคม 2566)
- กระบวนการดูแล รักษา
- 6. ดูแลและปรับพฤติกรรมเด็กกลุ่มเสี่ยง กลุ่มที่ต้องดูแลรักษา (กินยา) และปรับพฤติกรรมโดยแพทย์ กลุ่มที่ต้องปรับพฤติกรรมโดยครูและเพื่อนร่วมชั้นเรียนช่วยปรับพฤติกรรมที่โรงเรียน พ่อแม่ช่วยปรับพฤติกรรมที่บ้าน ตามคำแนะนำของหมอ (มกราคม-15 มีนาคม 2567)
- กระบวนการติดตามประเมินผล
- 7. การติดตามประเมินผล โดยครูสังเกตพฤติกรรมที่โรงเรียนและติดตามผลการรักษาจากแพทย์ แล้วรายงานเทศบาล (มกราคม-30 มีนาคม 2567)
- 8. นำผลการประเมินมาวิเคราะห์เพื่อการปรับปรุงแก้ไขให้เกิดประสิทธิภาพ โดยเทศบาล ผู้บริหารโรงเรียนและครู ร่วมกันวิเคราะห์เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาและให้ความช่วยเหลืออย่างมีประสิทธิภาพต่อไป (เมษายน 2567)
การติดตามประเมินผล
- กลุ่มที่ต้องดูแลรักษาโดยแพทย์
- ติดตามผลโดยครูสังเกตอาการและพฤติกรรมในขณะเด็กอยู่ในโรงเรียน และออกเยี่ยมบ้านสอบถามอาการเพิ่มเติมจากผู้ปกครอง
- ออกนิเทศติดตามของต้นสังกัด และสังเกตพฤติกรรมเด็กในชั้นเรียน ในขณะที่ออกติดตามเยี่ยมชั้นเรียน
- ขอข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้ปกครองที่นำเด็กไปพบแพทย์
- ครูติดตามและกรอกข้อมูลในระบบ App Care ถึงการรักษาต่อเนื่องและไม่รักษาต่อเนื่อง เกิดจากสาเหตุใด เพื่อนำมาวางแผนให้ความช่วยเหลือต่อไป เช่น ปัญหาด้านเศรษฐกิจ ปัญหาด้านเวลา ปัญหาด้านความเข้าใจ ฯลฯ
- กลุ่มที่ปรับพฤติกรรม
- ติดตามผลโดยครูสังเกตอาการและพฤติกรรมในขณะเด็กอยู่ในโรงเรียน และออกเยี่ยมบ้านสอบถามอาการเพิ่มเติมจากผู้ปกครอง
- ออกนิเทศติดตามของต้นสังกัด และสังเกตพฤติกรรมเด็กในชั้นเรียน ในขณะที่ออกติดตามเยี่ยมชั้นเรียน
- ครูติดตามและกรอกข้อมูลในระบบ App Care ถึงการรักษาต่อเนื่องและไม่รักษาต่อเนื่อง เกิดจากสาเหตุใด เพื่อนำมาวางแผนให้ความช่วยเหลือต่อไป เช่น ปัญหาด้านเศรษฐกิจ ปัญหาด้านเวลา ปัญหาด้านความเข้าใจ ฯลฯ